สรุปแผนพัฒนาที่ดินรถไฟที่ไม่ได้ใช้เดินรถ คาดทำได้ตามแผนรายได้เพิ่มขึ้นหมื่นล้าน

เข้าชม 116
อัพเดท : 14 ธ.ค 59

สรุปแผนพัฒนาที่ดินรถไฟที่ไม่ได้ใช้เดินรถ คาดทำได้ตามแผนรายได้เพิ่มขึ้นหมื่นล้าน

 

นายอำนวย ปรีมนวงศ์ รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะทำงานกำกับติดตามการพัฒนาที่ดินไม่ได้ใช้ประโยชน์จากการเดินรถของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า จะเสนอแผนการพัฒนาที่ดิน 5 ปีของ รฟท.ที่ไม่ได้ใช้เดินรถ 3.9 หมื่นไร่ ให้คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เห็นชอบในวันที่ 28 ธ.ค.นี้ หากทำได้ตามแผนจะทำให้รายได้เพิ่มขึ้นเป็น 6,000 ล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ 2,500 ล้านบาท และในปีที่ 6 เป็นต้นไปรายได้จะมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท

สำหรับการพัฒนาที่ดินแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.ที่ดินรกร้างว่างเปล่า ไม่เคยมีสัญญาเช่า 2.32 หมื่นไร่ มีพื้นที่แปลงใหญ่มูลค่าโครงการมากกว่า 1,000 ล้านบาท และต้องเข้าคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี) ได้แก่ สถานีบางซื่อ ซึ่งแบ่งเป็น 4 แปลง โดยแปลงแรกจะดำเนินการได้เร็วที่สุดภายใน 18 เดือน หรือเซ็นสัญญาได้สิ้นไตรมาส 2 ของปี 2561

นอกจากนี้ ยังมีที่ดินสถานี กม.11 สถานีแม่น้ำ สถานีตึกแดง สถานีที่ จ.ขอนแก่น เชียงใหม่ หลักสี่ และสถานีศาลายา ก็จะดำเนินการให้เอกชนเข้ามาพัฒนาเชิงพาณิชย์มากขึ้น

ขณะที่กลุ่มที่ 2 จะเป็นกลุ่มที่มีสัญญาเช่า จำนวน 1.59 หมื่นไร่ ได้แก่ สัญญาที่เกิน 1,000 ล้านบาท ใกล้สิ้นอายุสัญญา 3 แปลง โรงแรมรถไฟหัวหิน สนามกอล์ฟหัวหิน และโรงแรมอีสติน มักกะสัน จะทำการต่อสัญญาตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนพีพีพีใช้เวลา 18 เดือน ในการทำการศึกษาต่อสัญญาเดิม และจะปรับค่าเช่าใหม่ทั้งหมดทุกสัญญา ยกเว้นพื้นที่เกษตรกรรม

ด้านกลุ่มที่ 3 เป็นที่ดินที่ถูกบุกรุก จะทำรูปแบบประชารัฐ โดยจะให้การเคหะแห่งชาติเข้ามาพัฒนา ปรับปรุงให้เป็น ที่อยู่อาศัยกับผู้อาศัยเดิมให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม แผนพัฒนาทั้งหมดไม่รวมแผนพัฒนาที่ดินมักกะสันของ รฟท.ที่จะโอนให้คลังแลกกับหนี้ 6 หมื่นล้านบาท โดย คนร.ให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พิจารณาแผนพัฒนาที่มักกะสันใหม่ เนื่องจาก รฟท.จะขอที่มักกะสันไปพัฒนาโครงการเอง ซึ่งจะต้องเสนอเข้าในที่ประชุม คนร.อีกครั้ง เพื่อพิจารณาข้อสรุปว่าใครจะเป็นผู้ดำเนินการ โดยปัจจุบัน รฟท.มีภาระหนี้ที่สูงถึง 1.3 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลต้องจัดสรร งบประมาณใช้คืนทั้งหมด

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

บทความที่เกี่ยวข้อง
ดูข่าวทั้งหมด »