'สิงห์' อีกครึ่งปีลุย 5 โครงการใหม่ ฟุ้งผลประกอบการครึ่งแรกเพิ่มขึ้น 81%

เข้าชม
อัพเดท : 12 ก.ย. 60

'สิงห์' อีกครึ่งปีลุย 5 โครงการใหม่ ฟุ้งผลประกอบการครึ่งแรกเพิ่มขึ้น 81%

S01

"สิงห์ เอสเตท" เดินตามแผนธุรกิจ หว่านเงินลงทุน 3 ปี 55,000 ล้านบาท ขยายอาณาจักร 3 บิสซิเนสหลัก "อสังหาฯ-ออฟฟิศเช่าโรงแรม" แจงการทำธุรกิจในปี 60 เน้นกระจายความเสี่ยง มุ่งจับตลาดลักชัวรี เหตุขยายตัวดีกว่าตลาดกลาง-ล่าง เผยครึ่งปีลุยต่อ ผุด 5โครงการใหม่ ในประเทศ แนวสูง 3 แนวราบ 1 ส่วนต่างประเทศลุยพัฒนาโรงแรม-รีเทลเกาะมัลดีฟส์ มูลค่ากว่า 11,000 ล้านบาท ฟุ้งผลประกอบ การครึ่งปีแรก รายได้โตเพิ่มขึ้น 81%

นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S กล่าวขยายถึงแผนธุรกิจในการลงทุนในช่วง 3 ปีจากนี้ว่า จะใช้เงินในการลงทุนสูงประมาณ 55,000 ล้านบาท โดยจับการลงทุนใน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่า และธุรกิจโรงแรม โดยในในช่วงครึ่งหลังของปี 60 นี้ จะเน้นการลงทุนที่กระจายความเสี่ยงออกไปในทุกกลุ่มธุรกิจ ซึ่งในส่วนของโครงการอสังหาฯ นั้น ยังให้น้ำหนักกับกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรี ที่มีการขยายตัวดีกว่าที่อยู่อาศัยในกลุ่มแมส และ กลุ่มตลาดกลาง ขณะที่การลงทุนในกลุ่มธุรกิจโรงแรม จะเน้นในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ทั้งในประเทศและในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เช่น มัลดีฟส์

สำหรับตลาดอาคารสำนักงานให้เช่า มีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะในโซนถนนเพลินจิต ถนนพระราม 4 ซึ่งมีพื้นที่(ซัปพลาย)เกิดใหม่เข้ามาจำนวนมาก และทุกโครงการ ประชาสัมพันธ์เป็นออฟฟิศเกรดเอ ซึ่งทั้งหมดยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้าจะเริ่มเปิดให้บริการ ซึ่งจะทำให้มีการแข่งขันสูง แต่ สิงห์ฯ จะเลือกทำเลในการลงทุนที่มีการแข่งขันไม่สูงมาก ต้องอยู่ในทำเลที่มีระบบรถไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภครองรับ เช่น สิงห์ คอมเพล็กซ์ หรือ ทำเลที่มีค่าเช่าไม่แพง ที่ดินไม่แพง

"ส่วนที่เป็นโรงแรมหรือฮอสพิทาลิตี้ ก็จะไม่เลือกทำเลที่อยู่กลางเมืองหรือมีการ แข่งขันที่สูง แม้แต่ในอังกฤษ เอง สิงห์ฯ ก็ไม่ได้เลือกโรงแรมที่อยู่ในกลางเมือง แต่เลือกโรงแรมที่กึ่งรีสอร์ต และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สวยงาม จับกลุ่มนักท่องเที่ยว เช่น ในเมืองไทยก็ คือ เกาะพีพี เกาะสมุย หรือต่างประเทศก็เลือกไปที่มัลดีฟส์"

อย่างไรก็ตามในระยะ 3 ปีจากนี้ สิงห์ฯ ยังมองหาธุรกิจที่ 4 ที่มีอัตราการเติบโตที่ดี มีความเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลัก และการแข่งขันไม่สูงเข้ามาเสริม เช่น โลจิสติกส์ ซึ่งมีความเป็นไปได้ และ หากโครงสร้างมีธุรกิจที่ 4 เข้ามาเสริม จะทำให้สิงห์ฯ กลายเป็น "พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนต์ แอนด์ อินเวสเมนต์ โฮลดิ้ง คัมปานี" อย่างเต็มรูปแบบ

สำหรับแผนลงทุนในครึ่งหลังของปี 60 จะลงทุนพัฒนา 5 โครงการใหม่ แบ่งเป็น  4 โครงการในประเทศ  ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรี่ ที่พัฒนาโดย สิงห์ เอสเตท 2 โครงการ คือ โครงการดิเอส แอท สุขุมวิท 36 และโครงการสันติบุรี เดอะเรสซิเดนเซส และอีก 2 โครงการจะพัฒนาโดย บริษัทเนอวานา ไดอิ จำกัด (มหาชน) ประกอบด้วยโครงการ บันยันทรี เรสซิเดนเซส ริเวอร์ไซด์ คอนโดมิเนียมซูเปอร์ลักชัวรีริม แม่น้ำเจ้าพระยา และโครงการทาวน์โฮม เนอวานา ดีฟายน์ กรุงเทพกรีฑา เน้นจับกลุ่มลูกค้ากลาง-บน

นอกจากนี้ ยังการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์ในประเทศมัลดีฟส์ เป็นโครงการที่ 5 คือ โครงการ Emboodhoo Lagoon ซึ่งจะใช้มีมูลค่าโครงการรวม 11,000 ล้านบาท โดยจะแบ่งการพัฒนาโครงการออกเป็น 3 เฟส เฟสละ 3 เกาะ โดยในแต่ละเกาะจะมีทั้งรีเทลและโรงแรมเกาะละ 1 แห่ง รวมทั้งสิ้น 9 เกาะ โดยโครง การดังกล่าวได้ร่วมมือกับเครือโรงแรมฮาร์ดร็อก โดยโครงการดังกล่าวได้เปิดตัว พร้อมวางศิลาฤกษ์งานก่อสร้างโครงการแล้ว

สำหรับผลประกอบการของสิงห์ เอสเตทในช่วง 6 เดือนแรกของปี 60 บริษัท มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 2,230 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 81% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 59 ซึ่งมีรายได้ อยู่ที่ 1,229 ล้านบาท และใน 6 เดือนแรกปี 60 มีกำไรก่อนดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคาโดยไม่รวมค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดจากการดำเนินงาน 465 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 76% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559 ซึ่งอยู่ที่ 263 ล้านบาท

"เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน โดยตั้งเป้าขยายการลงทุนในธุรกิจต่างๆมูลค่ากว่า 55,000 ล้านบาทภายในปี 2563 ซึ่งจะประกอบด้วยธุรกิจที่พักอาศัย ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจคอม เมอร์เชียล (ธุรกิจค้าปลีก และอาคารสำนักงาน) และธุรกิจใหม่ๆ ที่สร้างโอกาสในอนาคต" นายนริศ กล่าว

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สิงห์ เอสเตท ได้เพิ่มทุนและการออกหุ้นกู้แปลงสภาพมูลค่า 7,720 ล้านบาท ส่งผลให้มีฟรีโฟลต (free-float) เพิ่มขึ้นจาก 24% เป็น 38% โดยมีสถาบันชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศ ให้ความสนใจลงทุน โดยสิงห์ เอสเตท ได้เสนอขายหุ้นใหม่แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement) มูลค่า 1,664 ล้านบาท ให้กับ บลจ.บัวหลวง บลจ.วรรณ และ กองทุนแฟรงกลินเทมเพิลตัน (Frankling Templeton) ซึ่งเป็นกองทุนที่ติดอันดับ Top 5 ของโลกและการออกหุ้นกู้แปลงสภาพ มูลค่า 6,056 ล้านบาท ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติและจับจองเต็มมูลค่าแล้ว

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

บทความที่เกี่ยวข้อง
ดูข่าวทั้งหมด »