พลัสฯ เผย ‘อยุธยา’ แหล่งที่อยู่อาศัยใหม่

เข้าชม
อัพเดท : 06 ต.ค. 60

พลัสฯ เผย ‘อยุธยา’ แหล่งที่อยู่อาศัยใหม่

Plus-01

 

นายอนุกูล รัฐพิทักษ์สันติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารและจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เปิดเผยว่าได้สำรวจตลาด

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ช่วงเดือนพ.ค.2560 พบว่ามีแนวโน้มเติบโตน่าสนใจ เนื่องจากเป็นพื้นที่ศูนย์กลางการเชื่อมต่อการเดินทางไปยังภาคเหนือและภาคอีสาน และยังเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทำให้มีคนย้ายเข้ามาในพื้นที่นี้เป็นจำนวนมากและมีความต้องการที่อยู่อาศัยในทิศทางที่เพิ่มมากขึ้น จากกลุ่มอุปสงค์หลักทั้งคนในท้องถิ่นรวมไปถึงแรงงานทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ย้ายมาทำงานในนิคมอุตสาหกรรม  

นอกจากนี้ยังมีแรงขับเคลื่อนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ และโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม คาดว่าจะเร่งดำเนินการในปลายปี 2560 เข้ามาเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจากบริษัทต่างๆ ในพื้นที่อยุธยาเพิ่มขึ้นและก่อให้เกิดความต้องการที่อยู่อาศัยในอนาคต

ทั้งนี้ ปัจจุบันตลาดอสังหาฯ อยุธยา ส่วนใหญ่มีการพัฒนารูปแบบทาวน์เฮาส์ 55% บ้านเดี่ยว 40% และคอนโดมิเนียม 5% โดยโครงการใหม่ที่เปิดขายในเดือน มิ.ย.2559 - พ.ค. 2560 มี ทาวน์เฮาส์ 503 ยูนิต ขายได้ 73%, บ้านเดี่ยว 357 ยูนิต ขายได้ 51% และคอนโด 294 ยูนิต ขายแล้ว 70% 

ทาวน์เฮาส์เป็นที่ต้องการของตลาดมากที่สุด โดยเฉพาะโซนนิคมอุตสาหกรรม ทำให้มีกลุ่มแรงงานทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงประชาชนในท้องถิ่นต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัย โดยทาวน์เฮาส์ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทได้รับการตอบรับดี มีอัตราการดูดซับเฉลี่ยอ 6.8-8 ยูนิตต่อเดือนต่อโครงการ

ขณะที่ตลาดบ้านเดี่ยว ส่วนใหญ่เน้นพัฒนาระดับกลางที่ราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท อัตราการดูดซับเฉลี่ย 6.9 ยูนิตต่อเดือนต่อโครงการ ส่วนโซนและราคาอื่นๆ ที่ยังพอไปได้ คือ นิคมอุตสาหกรรมที่ราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท อัตราการดูดซับเฉลี่ย 2-3 ยูนิตต่อเดือนต่อโครงการ สำหรับตลาดคอนโดเริ่มมีอุปทานเข้ามาในตลาด ปัจจุบันมีโครงการเดียว จำนวน 280 ยูนิต

สำหรับผู้ประกอบการอสังหาฯในอยุธยา นอกจากมีนักลงทุนในพื้นที่แล้ว ยังมีดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่จากกรุงเทพฯ เข้าไปทำตลาดอย่างต่อเนื่อง อาทิ พฤกษา เรียลเอสเตท, แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์,วังทองกรุ๊ป โดยเน้นการพัฒนาโครงการแนวราบ เนื่องจากภาพรวมตลาดอสังหาฯ ในพื้นที่ยังไปได้ดี โดยเฉพาะทาวน์เฮาส์ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท 

ปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้ประกอบการรายใหญ่จากกรุงเทพฯ เข้าไปลงทุนในพื้นที่นี้มาจาก การมีประชากรย้ายถิ่นฐานเข้ามาพร้อมกับการขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรม และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ได้แก่ โครงการทางพิเศษ สายอุดรรัถยา-พระนครศรีอยุธยา เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและขนส่งสินค้าจากกรุงเทพฯ ไปอยุธยา และจังหวัดในพื้นที่ภาคกลาง ในกรณีเกิดเหตุการณ์ภัยธรรมชาติและเหตุฉุกเฉิน 

การลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูง อยุธยา-อีอีซี เป็นเส้นทางส่วนต่อขยายจากโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพ-ระยอง เพื่อใช้เป็นเส้นทางเชื่อมต่อพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ประเมินว่าความต้องการที่อยู่อาศัยของอยุธยายังคงมีเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปี ต่อจากนี้ 

นอกจากนี้โครงการที่ประกอบด้วยโปรดักส์หลากหลายรูปแบบภายในโครงการเดียว อาทิ ทาวน์เฮาส์ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด คาดว่าจะได้รับความสนใจในอยุธยามากขึ้นในอนาคต เพื่อเป็นอีกทางเลือกสำหรับตอบรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุม

 

ขอบคุณข้อมูลจาก :  กรุงเทพธุรกิจ