มีเรื่องที่ต้องพูดให้กระจ่างเกี่ยวกับเงินที่รัฐบาลจะจ่ายคืนสำหรับคนที่ซื้อบ้านครั้งแรก คนที่ซื้อบ้านครั้งแรกหมายถึงในรอบ 3 ปีที่ผ่านมาไม่ได้เป็นเจ้าของบ้าน ที่อาทิตย์ที่แล้วดิฉันเขียนเรื่องนี้ไปไม่ชัดเจนนัก เพราะบทความที่ไปแปลมา เขียนไม่ชัดเจน พอไปอ่านจากอีกหลายบทความ จึงต้องมาขยายความให้ชัดแจ้งอีกที
เนื้อหาของเรื่องนี้คือ ประการแรกบ้านที่จะซื้อต้องปิดเอสโกรว์วันที่ 9 เมษายน 2008 หรือหลังจากนั้น จนกระทั่งถึง 1 กรกฎาคม 2009
คนที่เข้าข่ายต้องไม่เคยเป็นเจ้าของบ้านภายใน 3 ปีที่ผ่านมา หมายถึงทั้งสามี และภรรยา ถ้าใครคนใดคนหนึ่งเคยมีบ้าน อีกคนก็ซื้อไม่ได้
บ้านที่จะซื้อจะเป็นบ้านแบบไหนก็ได้ ตราบใดที่อาศัยอยู่เอง จะจ้างช่างมาสร้างบ้านใหม่ คอนโด ทาวน์เฮาส์ก็ได้
เครดิตนี้รัฐบาลบอกว่าจะให้ 10% ของราคาบ้านที่เราซื้อ แต่ไม่เกิน 7,500 เหรียญ ก็หมายถึงเราจะซื้อบ้านเกินกว่า 75,000 เหรียญ ก็จะได้เงินเครดิตแค่ 7,500 เหรียญ
เงินจำนวนนี้ต้องจ่ายคืนรัฐบาล แต่ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย และระยะเวลาจ่ายคืนคือ 15 ปี โดย 2 ปีแรกไม่ต้องจ่าย จะต้องจ่ายคืนเริ่มจากปีที่ 3 หรือวันที่ขายบ้าน ถ้าได้กำไรพอ แต่ถ้าขายไม่ได้กำไร หรือกำไรไม่พอ รัฐบาลก็ยกหนี้ให้
ก็มีคำถามอีกว่าทำไมต้องให้จ่ายคืนด้วย เขาบอกว่าสภามีจุดประสงค์จะเสริมสภาพคล่องให้ประชาชนให้่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ วิธีนี้จะช่วยทำให้ราคาบ้านมีเสถียรภาพ และเพิ่มยอดขายบ้านได้ และในที่สุดราคาบ้านก็จะเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นเงินจำนวนนี้เรียกว่าเงินกู้ไม่มีดอกเบี้ยจะตรงกว่า
บ้านนี้หากซื้อตอนปี 2009 ก็นำมาขอเครดิตคืนในเวลาที่ทำภาษีปี 2008 ได้
เงินจำนวนนี้เหมือนเงินกู้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ไม่ใช่เงินฟรีๆ หลัง 2 ปี คือเริ่มปีที่ 3 ท่านจะต้องจ่ายคืนปีละ 500 เหรียญ ยกเว้นท่านขายบ้านขาดทุน หรือเท่าทุน หรือถ้าเจ้าของบ้านเสียชีวิต ลูกหลานที่รับมรดกไม่ต้องจ่ายคืน ดังนั้นไม่ใช่เงินให้เปล่าๆ แต่เหมือนเป็นการช่วยให้คนออกไปซื้อบ้าน เหมือนช่วยค่า Closing Cost คนที่ทำภาษีให้ท่านจะสามารถอธิบายให้ท่านเข้าใจได้ดีขึ้นตอนที่ท่านทำเสียภาษี
สำหรับเรื่องอื่นๆ ที่เขียนไป เป็นเรื่องใหม่ ที่เพิ่งตกออกมา ด้านทฤษฎีเขาว่าอย่างนั้น แต่ในด้านปฏิบัติเชื่อว่ายังไม่มีใครเป็นผู้ชำนาญการ เราอาจจะต้องเรียนรู้ไปด้วยกันค่ะ มีผู้โทรมาถามมากมาย ดิฉันตอบตามทฤษฎีนะคะ
ดิฉันได้สอบถามเพื่อนในวงการหลายๆ ท่านว่าสถานการณ์ของแต่ละท่านเป็นอย่างไร เพื่อจะดูว่าสถานการณ์ของดิฉันผิดปกติไหม ปรากฏว่าเหมือนๆ กันคือ ทุกคนที่ถาม บอกว่ายุ่งมั่กๆ ค่ะ ดิฉันจึงพยายามหาบทความเรื่องสถานการณ์ตลาดบ้านมาดูในวงกว้างออกไปอีก ปรากฏว่ายอดขายบ้านเดือนนี้เพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา ต้องเขียนซ้ำตรงนี้ว่าเวลาซื้อบ้านต้องซื้อตอนบ้านกำลังราคาขึ้น และดิฉันคิดว่าพอจะเห็นทางที่บ้านจะราคาขึ้นแล้ว นาทีทองกำลังจะผ่านไป นี่คือสิ่งที่ดิฉันคิด ถ้าท่านกำลังคิดจะซื้อบ้าน โทรมาได้แล้วค่ะ ถั่วสุกแล้ว อย่ารอจนงาไหม้
นักธุรกิจเจ้าของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ของไทย อันดับ Top 15 ในเมืองไทย บอกว่าจะมากว้านซื้อบ้านในแอล.เอ.แล้ว ลูกค้าที่เป็นนักการเมืองบางท่านสั่งซื้อบ้านทีเดียวหลายหลัง ผู้ซื้อบ้านในแอล.เอ.ที่ไม่เคยซื้อบ้านมาก่อนเริ่มเข้ามาซื้อบ้าน
บ้านตอนนี้ถ้าเป็นบ้านที่ธนาคารยึดมาแล้ว จะไม่มีปัญหาในการซื้อ แต่ถ้าเป็นบ้าน Short Sale เราอาจจะต้องรอนานหลายเดือน คนซื้อจึงสั่งแต่บ้านที่ยึดมาแล้ว ทีนี้คนอื่นเขาก็คิดอย่างเดียวกับเรา รวมทั้งธนาคารด้วย เวลานี้ไอ้ที่เราเสนอซื้อบ้านไป แล้ว ผู้ขายกระโดดใส่ ดีใจมีคนมาขอซื้อ เริ่มเปลี่ยนไป คนขายบางท่านชักหยิ่งๆ ต่อราคานิดต่อราคาหน่อย ชักหงุดหงิดพาลจะงอน ไม่ยอมขายเอาดื้อๆ บางทีแกล้งเพิ่มราคามาเฉยๆ ทำเอาลูกค้าบางท่านที่อยากได้มากๆ ต้องยอมตามคนขาย กลายเป็นซื้อสูงขึ้นไปหลังละเป็นหมื่น
แต่ขณะที่การขายบ้านเริ่มดีขึ้น การขายปลีกตามห้างต่างๆ กลับไม่ดีเลย มีร้านใหญ่ๆ ในอเมริกาปิดกิจการมากมาย เช่น Ann Taylor ปิด 117 สาขาทั่วประเทศ Eddie Bauer จะปิดอีก หลังจากปิดไป 27 แห่ง Wickes Furniture ปิดทุกสาขาหลังฟ้องล้มละลายตัวเอง Levitz, a furniture ปิด 76 สาขา Foot Locker – ปิด 140 สาขา Gap Inc ปิด 85 สาขา Home Depot ปิด 15 สาขา CompUSA ปิดหมด Macy's ปิด 9 แห่ง ร้านโปรดของดิฉัน Bombay Company ปิดเกลี้ยง Sprint Nextel ปิด 125 สาขา Pep Boys ปิด 33 สาขา Foot Locker ปิด 140 สาขา KB Toys ปิดหมด 356 สาขาและฟ้องล้มละลายตัวเอง J C Penney, Lowe's and Office Depot ก็จะปิดทีละหน่อย ยังมีอีกมาก ดิฉันเลือกเอามาเฉพาะที่ดังๆ
ที่วอชิงตันสเตทประกาศว่าจะปรับ Countrywide และอาจจะเพิกถอนใบอนุญาต ในฐานะที่ปล่อยกู้ให้คนที่ไม่สามารถผ่อนได้ คิดค่าใช้จ่ายในการกู้เงินแพงเกินไป การฟ้องนี้ก็เพื่อให้กลับมาแก้ไขเงินกู้ที่เอาเปรียบผู้กู้ ค่าปรับงานนี้อาจจะสูงถึง 1 ล้านเหรียญทีเดียว
พูดถึงเรื่องธุรกิจที่เขาล้มๆ กัน ขนาดยักษ์ยังล้ม แต่ธุรกิจคนไทยที่เป็นที่น่าภูมิใจว่าเป็นของคนไทยก็มี Red Bull ที่ขายดิบขายดีไปทั่วโลก ซึ่งเป็นของบริษัทที่เริ่มมาจากทีซีมัยซิน ที่พวกเราคงเคยได้ยินกัน เมื่อหลายปีที่ผ่านมาบริษัทสยามไวเนอรี่ ให้บริษัทปาลีวงศ์นำเข้าไวน์ของ Monsoon Valley มาอเมริกา ต่อมาบริษัทสยามไวเนอรี่นำเอาน้ำองุ่นเพื่อทำไวน์ใส่ถังโอ๊คกลับไปผสมกับองุ่นไทย เป็นยี่ห้อ Monclair และ Peter Vella ขายขวดละ 300 บาท ไร่นี้อยู่ที่หัวหิน เป็นโครงการพระราชดำริ ทำให้ดิฉันคิดว่าหากสักวันมีโรงงานไวน์ของคนไทยที่แคลิฟอร์เนียสักแห่ง มันคงน่าภูมิใจจริงๆ
ที่มาของข้อมูล: thai-classified