ในการสร้างบ้านแต่ละครั้ง มีสิ่งที่คุณควรตรวจสอบให้แน่ใจ ก่อนจะเริ่มสร้างบ้านระวังของถูกอาจไม่ดี ของดีอาจไม่มีราคาแพงเสมอไป
1. ตรวจเช็คประวัติผู้ประกอบการ
ท่านสามารถตรวจสอบประวัติเบื้องต้นของผู้ประกอบการได้จากหน่วยงานต่อไปนี้
1.1 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
• เคยถูกร้องเรียนหรือไม่ ?
• เรื่องที่ถูกร้องเรียน ร้ายแรงเพียงใด เช่น ทิ้งงาน สร้างบ้านไม่ได้คุณภาพ อื่นๆ
1.2 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
• ตรวจสอบว่ามีการยื่นงบดุลจนถึงปัจจุบัน หรือไม่ ? เพราะอาจเลิกกิจการในทางกฎหมายแล้วแล้วโดยไม่ได้มีบอกกล่าว เช่น หยุดส่งงบดุลและไม่เคยเสียภาษี
• ตรวจสอบว่าผลประกอบการเป็นอย่างไร ทั้งนี้อย่าเชื่อจากคำโฆษณาที่อ้างว่ามีผลงานสร้างบ้านปีละนับ 100 ล้านบาท
• ที่ ตั้งหรือที่อยู่ของบริษัทฯ มีตัวตนจริงหรือไม่ มั่นคงหรือไม่ ?
2. ลูกค้าเก่าและผลงานสร้างบ้านปัจจุบัน
• การขอโอกาสพูดคุยกับลูกค้าที่เคยสร้างบ้านกับบริษัทมาก่อน เพื่อจะรู้ถึงจุดอ่อน-จุดแข็งชองบริษัทฯ ก่อนที่เราจะเลือกตัดสินใจ
• ขอไปชมผลงานที่อยู่ในระหว่างก่อสร้างในปัจจุบัน เลือกดูอย่างน้อย 3 แห่ง เพื่อศึกษาว่ามีมาตรฐานที่ดีทุกขั้นตอน เช่น เลือกชมผลงานในช่วงงานโครงสร้าง (คาน เสา พื้น) ช่วงงานผนัง (ก่ออิฐ-ฉาบปูน) ช่วงงานขั้นสุดท้าย (ติดกระเบื้องพื้นผนัง สุขภัณฑ์ ทาสี เก็บงาน)
3. วิเคราะห์สิ่งที่เราต้องการและจัดอันดับ
• ความสะดวก
• ผู้ประกอบการที่มีมาตรฐานและความน่าเชื่อถือ (มืออาชีพ)
• ความ แตกต่าง (ดีไซน์ ฟังชั่น)
• ควบคุมงบประมาณมิให้บานปลาย
• พร้อม เสี่ยงที่จะถูกทิ้งงาน
4. ราคาที่สะท้อนความเป็นจริง
• ระวังราคาต่ำสุด (เพราะสะท้อนว่าผู้ประกอบการมีปัญหา)
• ราคาสูงสุด ไม่ได้ยืนยันว่าดีที่สุด
• ราคาต้องสะท้อนสิ่งที่ได้รับ เช่น บริการก่อน-หลังการขาย วัตถุดิบหรือวัสดุที่ใช้ก่อสร้าง
• จงรู้ความจริง ว่า...แต่ละบริษัท มาตรฐานไม่ได้เหมือนกัน
5. การเปิดเผยข้อมูล
• การเปิดเผยข้อมูลหมายถึง ข้อมูลเจ้าของหรือผู้บริหาร
• การเปิดเผยข้อมูลสินค้าและบริการ (ก่อนและหลังการขาย)
• การเปิดเผยข้อมูลโดยละเอียดของผู้ประกอบการย่อมดี กว่าปิดบัง เพราะทำให้เราตรวจสอบข้อมูลได้ง่าย หรือแม้ว่าไม่ได้ตรวจสอบแต่ก็เป็นการแสดงเจตนาที่ดี สำหรับรายที่ปิดบังหรือให้ข้อมูลคลุมเครือพึงระมัดระวังไว้ก่อนว่า...เจตนา ไม่บริสุทธิ์
6. สัญญาว่าจ้างและข้อควรระวัง
เข้าใจก่อนว่าสัญญา ส่วนใหญ่มักเขียนเอาเปรียบผู้บริโภค แต่เราสามารถพิจารณาในประเด็นสำคัญๆ เพื่อมิให้เสียเปรียบ ได้แก่
• วันที่เริ่มและสิ้นสุดสัญญา (ถ้าจะให้ดีที่สุดควรเริ่มนับตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญาและชำระเงินงวดเซ็น สัญญาแล้ว)
• ข้อความที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายอื่น เช่น กฎหมายควบคุมอาคาร
• ค่าปรับตามสัญญา กรณีก่อสร้างล่าช้า (ข้อความต้องไม่คลุมเครือ) ควรระบุให้ชัดเจน
• การแบ่งจ่ายเงินค่าก่อสร้างตามงวดงานที่แล้วเสร็จ หลักๆแบ่งเป็น 3 ช่วง ได้แก่
- เซ็นสัญญา ไม่ควรจ่ายเกิน 10-15%
- งาน โครงสร้างหลัก (คาน เสา พื้น) โครงสร้างหลังคา แล้วเสร็จ ไม่ควรจ่ายเกิน 45-50%
- งานหลังคา-ผนัง งานระบบสายไฟฟ้า-ท่อประปาภายในแล้วเสร็จ ไม่ควรจ่ายเกิน 70-75%
- งานตกแต่งพื้น-ผนัง ทาสี สุขภัณฑ์ บันได ควรมีวงเงินกันไว้ประมาณ 25-30% (อาจแบ่งซอยเป็น 2-3 งวด)
7. ตระหนักไว้เสมอว่า ราคาบ้านที่แตกต่างกันมีผลมาจาก
• ค่างานบริการ อาทิ ค่าขอติดตั้งไฟฟ้า-ประปา ค่าธรรมเนียมขออนุญาตต่างๆ ค่าเดินทางและขนส่ง ค่าดูแลรับประกันซ่อมแซมภายหลังส่งมอบงานที่แตกต่างกัน (รับประกัน 1 ปี, 2 ปี และ 3 ปี) ฯลฯ เป็นต้น
• วัสดุที่ใช้ก่อสร้าง อาทิ เสาเข็ม คอนกรีต กระเบื้องหลังคา วัสุก่อผนัง วัสดุปูพื้น สุขภัณฑ์ ประตู-หน้าต่าง สีทาบ้าน ระบบงานไฟฟ้า ฯลฯ ปัจจุบันสามารถหาข้อมูลหรือเปรียบเทียบราคาวัสดุเหล่านี้ได้ง่าย เช่น อินเตอร์เนต เวบไซต์ผู้ผลิตและจำหน่าย
• อย่าเชื่อเด็ดขาด หากผู้ประกอบการบอกว่าสามารถซื้อวัสดุหรือสินค้าได้ราคาถูกกว่าใคร ทำให้ลดราคาบ้านหรือรับงานสร้างบ้านได้ราคาต่ำกว่ารายอื่น (ไม่จริง) ถ้ามาไม้นี้เมื่อไร บอกได้เลยว่ามีปัญหาแน่ๆ
ที่มาของข้อมูล: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์