หลังจากที่ทางพรรคประชาธิปัตย์ได้ชัยชนะในการจัดตั้งรัฐบาล และจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปเรียบร้อยแล้ว รัฐบาลก็รีบเร่งที่จะพยายามทำงานกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะมีมาตรการออกมาจากรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ คุณกอบศักดิ์ สภาวสุ หรือ รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง คุณกรณ์ จาติกวนิช และหนึ่งในมาตรการที่ได้ประกาศออกมา คือ มาตรการลดหย่อนภาษีจากดอกเบี้ยบ้าน ซึ่งจากเดิมหักลดหย่อนภาษีได้ปีละ 100,000 บาท แต่จะขยายเพิ่มเป็น 200,000 บาทต่อปี เพื่อเป็นการกระตุ้นตลาด อสังหาริมทรัพย์ในปี 2552
แต่มาตรการนี้ยังไม่สามารถบังคับใช้ได้และยังไม่แน่ใจว่าจะได้ใช้ เพราะวันนี้รัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังไม่สามารถเข้าสภา เพื่อแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการได้ เพราะ นปช. หรือ ม็อบเสื้อแดงได้ชุมนุมประท้วงที่หน้าสภา ทำให้ยังไม่สามารถเข้าไปประชุมได้เลย ซึ่งเป็นกลยุทธ์หนามยอกเอาหนามบ่ง ที่พันธมิตรเสื้อเหลืองเคยใช้กับรัฐบาลของคุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ มาแล้ว ซึ่งรัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์ จะต้องแถลงนโยบายต่อสภาฯ ภายใน 15 วัน ก็คงยังเป็นความวุ่นวายของการเมืองไทยต่อไป
การที่รัฐบาลรีบประกาศมาตรการเรื่องภาษีการหักลดหย่อนดอกเบี้ยบ้านออกมาอย่างรวดเร็วในช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้ ในขณะที่ยังไม่ทราบว่าจะมีผลบังคับใช้ได้เมื่อไหร่ ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หรือผู้จัดสรรบ้านและคอนโด ต้องพบกับปัญหาใหม่ คือ คนที่ซื้อบ้านและคอนโดที่ต้องครบกำหนดโอนในเดือนธันวาคม 2551 นี้ต่างชะลอโอนออกไป เพื่อรอความชัดเจนและผลของมาตรการลดหย่อนภาษีในครั้งนี้ ทำให้การโอนปิดยอดสิ้นปีต่างพลาดเป้าหมายไปเป็นจำนวนมาก ผู้ประกอบการบางรายที่ผมไปเรียนพบเพื่อสวัสดีปีใหม่ บอกผมว่าในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนสิ้นปีมีแผนการโอนบ้านถึง 900 ล้านบาท (ต้องเป็นรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แน่ๆ) ต้องชะลอการโอนจากการที่ลูกบ้านรอมาตรการลดหย่อนในปี 2552
ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่รอเก้อ ลูกค้าดึงการโอนกันหมดเลย และก็มีเสียงบ่นตามมาว่ารัฐบาลทำแบบนี้กันทุกทีเลย มาตรการยังไม่ออกมาก็รีบประกาศให้ประชาชนมีความหวังและรอคอย ผลเสียจึงตกอยู่กับผู้ประกอบการในช่วงปี 2551 นี้ แต่ผมว่าด้วยมาตรการนี้ผู้ประกอบการน่าจะได้ประโยชน์ไปเต็มๆ มากกว่านะครับ อย่าเพิ่งบ่นเลย ต้องเข้าใจรัฐบาลใหม่ด้วยที่ต้องการรีบเรียกความเชื่อมั่นกลับมา และ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นกลับมาโดยเร็ว
มีคนมักถามว่าทำไมรัฐบาลทุกชุดต้องช่วยเหลือแต่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ไม่เว้นแต่ประเทศไทย ประเทศสหรัฐอเมริกาก็ยังเป็น เพราะว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีธุรกิจต่อเนื่องจำนวนมาก อย่างเช่น สามารถสร้างการจ้างงานในภาคการก่อสร้างได้ ทำให้คนไทยมีงานทำและไม่ตกงานในช่วงนี้ และยังมีธุรกิจที่เป็นวัสดุก่อสร้าง อิฐ หิน ปูน ทราย เหล็ก ที่ได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ หากมีการก่อสร้างเพิ่มขึ้น ซึ่งหลังจากก่อสร้างบ้านเสร็จลูกบ้านก็ต้องการตกแต่งบ้าน ซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ อีกมากมายเข้าบ้าน เห็นมั๊ยครับผู้ที่ได้รับประโยชน์ ไม่ได้มีแต่ผู้ขายบ้าน ผู้ซื้อบ้านเท่านั้น แต่อุตสาหกรรมต่อเนื่อง ต่างๆ ก็ได้รับผลดีตามมาด้วย
ขอกลับมาที่มาตรการลดหย่อนภาษีดอกเบี้ยบ้านกันบ้าง ที่จะขยายการลดหย่อนจาก 100,000 บาทมาเป็น 200,000 บาท และมีหนังสือพิมพ์บางฉบับก็ช่วยกันกระจายข่าวว่าจะทำให้ประชาชนที่กู้ซื้อบ้านในปี 2552 ได้รับการลดหย่อน ซึ่งเทียบเท่ากับการจ่ายดอกเบี้ย 0% ผมจึงเกรงว่าประชาชนจะเข้าใจผิด จึงขออนุญาตชี้แจงเพิ่มเติมนะครับว่า เป็นเพียงการที่ประชาชนจะนำภาระจ่ายดอกเบี้ยบ้าน ซึ่งเดิมหักลดหย่อนได้เพียง 100,000 บาท เพิ่มเป็น 200,000 บาทนั้น หมายความว่าส่วนที่ประชาชนจะได้รับก็คือ หักค่าลดหย่อนได้เพิ่มอีก 100,000 บาท
โดยส่วนที่หักได้เพิ่มนี้ก็จะประหยัดภาษีไปเท่ากับอัตราภาษีบุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้าจาก 10% - 37% เท่ากับท่านจะเรียกคืนภาษีได้จำนวน 10% - 37% ของเงิน 100,000 บาท ที่หักลดหย่อนได้เพิ่ม หรือเท่ากับ 10,000 – 37,000 บาท แล้วแต่รายได้ของแต่ละบุคคลเท่านั้น แสดงว่าในจำนวนดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านที่ท่านจ่ายไป ยกตัวอย่าง เช่น จ่ายดอกเบี้ยไป 200,000 บาท จะลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้จำนวน 20,000 – 74,000 บาท (ภาษี 10% - 37%) แสดงว่ายังต้องจ่ายดอกเบี้ยจริงอีกจำนวน 180,000 บาท หรือ 126,000 บาทอยู่ดี เพียงแต่รัฐลดให้เราจำนวน 20,000 – 74,000 บาทเท่านั้น ทีนี้ทุกท่านคงจะเข้าใจแล้วนะครับว่าถึงแม้มาตรการนี้ออกมาท่านก็ยังต้องเสียดอกเบี้ยอยู่ดี ไม่ใช่เสียดอกเบี้ยในอัตรา 0% นะครับ ขอให้เข้าใจกันให้ถูกต้องด้วย เดี๋ยวจะเข้าใจผิด
แล้วผู้ที่ได้รับสิทธิพิเศษลดหย่อนภาษีจากดอกเบี้ยบ้านนี้คือใคร ผมเชื่อว่ารัฐอาจจะให้สิทธิ์กับผู้ที่ซื้อบ้านใหม่เท่านั้นในช่วงเวลาหนึ่ง จะเป็น 1 ปี หรือ 2 ปียังไม่ทราบ ซึ่งก็อาจจะไม่เป็นธรรมกับประชาชนที่เสียภาษีในอัตราเดิม เป็นการดับเบิ้ลสแตนดาท (double standard) ขึ้นในประเทศไทย คงมีประชาชนบางส่วนไม่พอใจ
ส่วนราคาบ้านเท่าไหร่ถึงจะลดหย่อนได้เต็มๆ ถึง 200,000 บาท ก็ต้องคำนวณจากอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านในปัจจุบัน ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่ผู้กู้บ้านใหม่กับผู้กู้บ้านเดิมได้รับในแต่ละปีจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นช่วงโปรโมชั่นหรือไม่ ถ้ากู้ใหม่ผู้กู้ในปีแรกจะเสียดอกเบี้ย 2.5 –5.0% แล้วแต่จะเลือกแบบดอกเบี้ยพิเศษ 1 ปี หรือ 3 ปี ดังนั้นดอกเบี้ยเฉลี่ยในปีแรกน่าจะอยู่ที่ 3.75% ต่อปี ฉะนั้นผู้ที่จะเสียดอกเบี้ยถึง 200,000 บาทต่อปี คือคนที่กู้สินเชื่อบ้านถึง 5.33 ล้านบาท ส่วนผู้ที่กู้บ้านเดิมที่กู้มาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ปี (หมดช่วงโปรโมชั่น) จะเสียดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ MLR (6.75%) ดังนั้นต้องมียอดคงค้างเงินต้นอยู่ประมาณ 2.96 ล้านบาท จึงจะเสียดอกเบี้ย 200,000 บาทต่อปี นี่แหละครับผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุด แต่ก็สรุปได้ว่าทุกคนก็เสียดอกเบี้ยมากกว่า 100,000 บาท ได้รับประโยชน์จากการลดหย่อนเพิ่มทุกคนแหละครับ ตอนนี้ก็ร้องเพลงรอเท่านั้นเองครับ
ที่มาของข้อมูล: khomesmilesclub