ประการแรกสำรวจความพร้อมของ ตัวเองก่อนตัดสินใจจะกู้เงินซื้อบ้าน โดยเฉพาะในเรื่องของ ฐานะ
ทางการเงินว่ามั่นคงและมั่นใจพร้อมที่จะผ่อนบ้าน แล้ว หรือไม่ ในเบื้องต้นจำนวนเงินงวด ที่ผ่อนชำระ แต่ละเดือน นั้นไม่ควรเกินกว่า 30-40 % ของรายได้ที่สำคัญ ต้องตรวจสอบดูว่าตัวเองเคยมีการติดค้างการชำระเงินกู้ ไม่ว่าจะเป็น ค่างวดรถยนต์ ค่างวดเงินกู้อื่น ๆ ติดหนี้บัตรเครดิต หรืเคยจ่ายเช็คเด้ง เป็นต้น เพราะ ปัจจุบันสถาบันการเงินทุกแห่งต่างเข้มงวดและตรวจสอบประวัติการเงินของผู้กู้ทุกราย โดยจะใช้ฐานข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลเครดิต (Credit Bureau) เป็นข้อมูลประกอบการวิเคราะห์การอนุมัติสินเชื่อ หากเคยมีประวัติ เช่น นี้เรียกว่าติดแบล็คลิสท์ก็จะไม่ได้รับการอนุมัติเงินกู้
ในส่วนของผู้กู้ที่เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ ควรจะสร้างเครดิตให้กับตนเองด้วยการเปิดบัญชีเงินฝาก เพื่อ แสดงให้เห็นถึงสถานะทางการเงินโดยมีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือนขึ้นไป หรือแม้แต่ผู้กู้ที่มีอาชีพประจำก็ตาม
ควรจะปรับปรุงสมุดบัญชีเงินฝากเป็นประจำสม่ำเสมอ
ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบความสามารถในการกู้และการผ่อนชำระก่อนได้ที่สถาบันการเงินทั่วไป รวมทั้ง เว็บไซด์ของสถาบันการเงินทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งจะช่วยให้ผู้กู้รู้ถึงความสามารถของตน และ จัดเตรียมหาร ผู้กู้ร่วมไว้ก่อนในกรณีที่ไม่สามารถกู้เพียงคนเดียวได้
ประการที่สอง หาแหล่งเงินกู้ที่สนใจจะใช้บริการ ซึ่งแหล่งเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัยสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม
หลัก ๆ ด้วยกันคือ กลุ่มแรก สถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารกรุงไทย และ ธนาคารออมสิน กลุ่มที่สอง ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงิน ( บริษัทเงินทุน, บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ) กลุ่มที่สาม บริษัทประกันชีวิตที่ให้บริการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย
ในส่วนสถาบันการเงินของรัฐ เนื่องจากเป็นธนาคารของรัฐบาล จึงค่อนข้างได้รับความไว้วางใจ จากประชาชนทั่วไป และ อาจมีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำกว่าสถาบันการเงินเอกชนได้เล็กน้อย
ส่วนธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเอกชน (บริษัทเงินทุน บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์) มีการแข่งขัน ในตลาดสูงทำให้แต่ละแห่งเปิดให้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัยหลากหลายรูปแบบ ให้เลือกตามความต้องการ ตลอดจน การอำนวยความสะดวกด้านการบริการที่รวดเร็ว กลุ่มนี้จะมีต้นทุนในการดำเนินการที่สูง อัตรา ดอกเบี้ยจะมีการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวไปตามภาวะเศรษฐกิจที่ค่อนข้างจะรวดเร็วกว่าธนาคารของภาคของภาครัฐ
ขณะที่กลุ่มของบริษัทประกันชีวิต แม้จะสามารถให้บริการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย แก่ประชาชนทั่วไป ได้เช่นเดียวกับธนาคารพาณิชย์ หรือ สถาบันการเงิน แต่ต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไข อาทิ ให้กู้ยืมได้แต่ละรายไม่เกิน 5,000,000 บาท หรือไม่เกิน 85% ของราคาปะเมินหลักทรัพย์ หรือ ราคาที่เสนอขาย ดังนั้น แหล่งเงินจากลุ่มนี้จึงอาจขาดความยืดหยุ่นในการให้บริการเมื่อเปรียบเทียบกับสองกลุ่มแร ตรงนี้ก็แล้วแต่ว่าใครจะพึงพอใจเงื่อนไขข้อเสนอสินเชื่อจากสถาบันการเงินใด
ประการที่สามศึกษารายละเอียดและเงือนไขของแต่ละสถาบันการเงินให้รอบคอบ ที่เห็นชัดเจนขณะนี้คือ การแข่งขัน ในเรื่องของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ที่มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบคงที่ และ ลอยตัว หากผู้กู้ต้องการความมั่นใจ ว่าจะ ไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ขึ้นลง การเลือกใช้อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ จะทำให้ ผู้กู้สามารถวางแผนด้านการชำระเงินค่าบ้านได้อย่างชัดเจน... แต่ถ้าคิดว่าอัตราดอกเบี้ย มีโอกาสเปลี่ยนแปลงไปกว่าอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ในปัจจุบัน ก็สามารถเลือกใช้อัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัวได้
การจะพิจารณาเลือกแหล่งเงินกู้ หรือรูปแบบของบริการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยขอให้ผู้กู้คำนึงถึงความต้อง
การและ เงื่อนไขความจำเป็นขงตนเองเป็นที่ตั้ง จากนั้นพิจารณาดูว่าข้อเสนอของสาบันการเงินใด ที่ตรงกับเงื่อนไข
ที่ตั้งไว้ ให้มากที่สุด ก็น่าจะช่วยทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
ประการที่สี่ การจัดเตรียมเอกสารหลักฐานสำคัญประกอบการยื่นเรื่องขอกู้เอกสารที่ใช้ประกอบการยื่นเรื่องขอกู้นั้นจะเหมือนๆ กันในทุกสถาบันการเงิน ที่สำคัญหลัก ๆ ประกบด้วย เอกสารแสดงข้อมูลส่วนตัว เอกสารแสดงรายได้ และ เอกสารของหลักทรัพย์ ดังนี้
เอกสารแสดงข้อมูลส่วนตัว
สำเนาบัตรประชาชน/ ข้าราชการ (ผู้กู้ทุกคน)
สำเนาทะเบียนบ้านผู้กู้ทุกคน (ทุกหน้า)
สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ/สกุล (ถ้ามี)
สำเนาทะเบียนสมรส/ใบหย่า/ใบมรณบัตร (ถ้ามี)
แผนที่ตั้งที่พักอาศัยปัจจุบัน/ที่ทำงาน
สำเนาสัญญากู้/สัญญาจำนอง/Statement/ใบเสร็จการผ่อนชำระย้อนหลัง 12 เดือน (กรณีไถ่ถอนจำนอง)
เอกสารแสดงรายได้
กรณีประกอบอาชีพประจำ ข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ/ลูกจ้างบริษัท
<> ใบรับรองเงินเดือนจากหน่วยงาน/สลิปเงินเดือน
<> สำเนาบัญชีเงินฝากธนาคาร/ใบเสียภาษีเงินได้
<> หลักฐานแสดงรายได้อื่น ๆ (ถ้ามี)
กรณีประกอบอาชีพอิสระ
<> สำเนาทะเบียนการค้า/หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล
<> ทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม/ใบเสียภาษีเงินได้
<> Statement/บัญชีเงินฝากกระแสรายวัน/บัญชีเงินฝากธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน
<> เอกสารหลักประกัน
<> โฉนดที่ดิน หรือสำเนาหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดหรือ นส.3ก พร้อมสารบัญจดทะเบียนทุกหน้า
(สำเนาทุกหน้า จำนวน 2 ชุด)
<> สำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย/สัญญามัดจำ/ใบเสร็จเงินดาวน์
<> สำเนาใบอนุญาตปลูกสร้าง/คำขออนุญาต/แบบแปลน(กรณีปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม)
<> หลักฐานการเป็นเจ้าของอาคาร (สำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน ฉบับสำนักงานที่ดิน หรือใบ
ขอเลขที่บ้าน)
กรณีไถ่ถอนจำนองและชำระหนี้
<> แผนที่แสดงที่ตั้งหลักประกันโดยสังเขป
การยื่นเอกสารที่ครบถ้วนตามที่สถาบันการเงินกำหนดไว้จะช่วยให้การพิจารณาอนุมัติสินเชื่อเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาส่งเอกสารเพิ่มเติมภายหลัง
ประการสุดท้าย ขอแนะนำว่าให้หาแหล่งเงินกู้ที่อยู่ในเกณฑ์ที่สนใจเผื่อไว้สัก 2-3 แห่ง เผื่อพลาดจากแห่งหนึ่ง ก็ยังมีอีก 2 แห่งที่จะให้คำตอบได้ แต่ทั้งนี้ และทั้งนั้นหากมีข้อจำกัดในเรื่องที่สถาบันการเงินบางแห่งอาจจะคิดค่าธรรมเนียมในกาประเมินราคาหลักประกัน (บ้านที่จะซื้อ) ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก ตรงนี้มีทางเลือกคือ ยังมีบางสถาบันการเงิน ที่ไม่คิดค่าบริการดังกล่าว ลองพิจารณาเงื่อนไขนี้ไว้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ น้อย
ที่มาของข้อมูล: thaihomemaster