หลายท่านที่ได้เตรียมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมบ้านไปแล้ว ไม่ว่าจะมากหรือน้อย หากป้องกันได้ก็ถือว่าโชคดีไป แต่หากแก้รับไหว สิ่งสุดท้ายที่ยังไม่ท้ายที่สุดที่เราจะทำคือการบูรณะซ่อมแซมบ้านอันเป็นที่รักของเรา เพราะอย่างไรเสียเราก็คงต้องอยู่กับบ้านหลังเดิมต่อไป นอกจากคนที่เขามีเงินทองมากมายก็ง่ายหน่อยกับการรื้นทิ้งแล้วปลูกใหม่ วันนี้เรามีวิธีซ่อมแซมบ้านหลังภาวะน้ำท่วมมาฝากกัน
หลังน้ำพัดผ่าน และช่วงที่วิกฤติที่สุดในชีวิตได้ผ่านไปแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะได้กลับเข้าอยู่อาศัยหลังเดิมกัน แต่ก่อนอื่นอยากให้เราๆท่านๆได้สำรวจ ตรวจสอบกันสักนิด ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยเขาเราๆท่านๆนั่นเอง โดยเริ่มจากโครงสร้างหลักของบ้าน เพราะเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าช่วงเวลาที่น้ำขังอยู่ในบ้านเรานั้น มีวัตถุอะไรมากระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจนถึงโครงสร้างหลักของบ้านหรือไม่ หากโครงสร้างหลักไม่ถูกทำลาย แล้วโครงสร้างรองๆลงมาละที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัยในชีวิตเรานั้น ยังสามารถรองรับน้ำหนักหรือมีสภาพพร้อมใช้หรือไม่
ผศ.ดร.นฤพนธ์ ไชยยศ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้เคยให้ข้อเสนอแนะ “หลังน้ำลดไว้ว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือ เร่งตรวจสอบบ้านว่ามีจุดใดทรุดหรือไม่ , โครงสร้างผิดรูปไหม”
ที่อาจารย์ท่านกล่าวเช่นนั้นเพราะ บ้านบางหลังปลูกอยู่บนดินที่มีความอ่อนตัวสูง ความหนาแน่นต่ำ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดปัญหาการทรุดตัวของบ้าน สังเกตง่ายๆคือ
- รอยแตกร้าวบริเวณผนังหรือพื้น
- รอยฉีกขาดบริเวณเสาและคานบ้าน
- บริเวณรอยต่อของบ้านที่มีเสาและคานเชื่อมต่อเป็นจำนวนมาก
- มีการเอียงผิดรูปหรือไม่ หากตรวจพบต้องรีบให้วิศวกรเข้ามาตรวจสอบปัญหาด้านโครงสร้างโดยละเอียด เพื่อดูว่ายังสามารถซ่อมแซมได้หรือไม่
ผนัง
บ้านที่เป็นไม้ ปล่อยให้แห้งแล้วใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาด เมื่อไม้แห้งใช้น้ำยารักษาเนื้อไม้ทาที่ผิวไม้ด้านในตัวบ้านทิ้งไว้ ค่อยทาสีภายนอกแต่ต้องรอให้ไม้แห้งสนิท
ผนังก่ออิฐฉาบปูน ทิ้งระยะให้ปูนระบายความชื้นออกให้หมด จากนั้นค่อยลงมือลอกสีเก่าออก ขัดผิวให้เรียบ หากมีคราบราควรใช้สีที่ช่วยขจัดคราบรา จากนั้นจึงค่อยทาสีตามปกติ
ผนังยิบซั่มบอร์ด , กระดาษอัด และไม้อัด ซึ่งไม่ทนต่อความชื้นหรือน้ำเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อาการของมันคือบวม พอง ยุ่ย แนะนำเลาะเอาแผ่นยิบซั่มออกจากตัวโครงเก่า จากนั้นทำแผ่นใหม่มาปิดแทนแผ่นเดิมได้เลย กรณีโครงเป็นไม้ควรปล่อยให้ไม้แห้งดีเสียก่อน
ผนังโลหะ, ผนังสังกะสี หรือกระจก อันนี้สบายหน่อยไม่ต้องทำอะไรมาก แค่ทำความสะอาดให้เอี่ยมอ่องก้พอ ตรวจดูตามรอยต่อต่างๆ รอยยาซิลิโคน ซ่อมแซมเล็กน้อยตามสภาพ แต่หากถึงขึ้นกระจกแตก ก็เปลี่ยนใหม่ทั้งบานได้เลย
บันได
หากเป็นบันไดไม้ก็เช่นเดียวกันคือปล่อยให้แห้ง แล้วค่อยทากันชื้น และทาสีใหม่ ห้ามถอดออกไปตากแดด แหมบางคนหวังดี ใจร้อนกะว่าแห้งเร็ว สวยไว รู้หรือไม่คุณกำลังฆาตกรรมบันไดไม้ของคุณด้วยมือคุณเอง เพราะไม้ที่ชื้นและอิ่มน้ำจะแตกเมื่อโดนแดด ระหว่างนี้ก็ขึ้นลงอย่างเบาเท้านิดนึง
ประตู-หน้าต่าง
ประตูไม้หรือวัสดุที่เหมือนไม้ สภาพหลังน้ำลดก็จะไม่ต่างจากประตูห้องน้ำเท่าไร เพียงปล่อยไว้ให้แห้ง ซ่อมแซมพื้นผิว
ประตูเหล็ก กรณีประตูเหล็กดัดที่หลายบ้านจะมีกันอยู่แล้ว และไม่แปลกที่มันจะขึ้นสนิม เพียงขัดเอาสนิมออกด้วยกระดาษทราย เช็ดให้แห้ง ทาสีกันสนิม แห้งแล้วทาสีใหม่ แค่นี้ก็เรียบร้อย
บานพับ หลายคนมองข้ามไป เพราะมันเล็กมากแถมอยู่ข้างใน หลายคนไม่ค่อยสนใจ แต่สุดท้ายประตูหน้าต่างทรุดทั้งบาน แนะนำใช้ผ้าเช็ดเอาความชื้นออกให้หมด ขัดเอาสนิมเช่นเดียวกับประตูเหล็ก ใช้น้ำยาหล่อลื่นหยดตามจุดต่อ , ข้อต่อ
พื้น หลายคนหวั่นใจพื้นบ้านมากที่สุดเพราะยังไงเสีย ท่วมมากท่วมน้อย พื้นบ้านก็รับไปเต็มๆ
พื้นปาเก้ หากปาเก้เปียกน้ำเล็กน้อย ไม่หลุดล่อนเพียงแค่เช็ดทำความสะอาด เปิดหน้าต่าง ประตู ระบายอากาศให้ความชื้นออกให้หมด ห้ามนำน้ำมัน , แลคเกอร์ , แว็กซ์ ไปทาทับตอนที่ปาเก้ยังชื้นอยู่ เพราะสารเหล่านั้นจะไปเคลือบ ผิวไม้ ทำให้ความชื้นในเนื้อไม้ ไม่ระเหยออกมา หากอาการหนักถึงขั้นบิดงอ ปูดโปน เบี้ยวบูด ผุกร่อน เหม็นเน่า แนะนำเลาะออกแล้วมาคิดกันใหม่ว่าจะปูอะไรแทนดี แบบนี้จะส่งผลดีต่อสุขภาพของคนในบ้านมากกว่า
พื้นปูพรม ต้องรื้อพรมออกให้หมด เพราะพรมที่แช่น้ำแล้วไม่ได้ถอดออกไปซักหรือตากให้แห้งสนิทจะมีกลิ่นเหม็น ส่วนสภาพหลักซักหรือตกแล้วจะเป็นอย่างไรก็ต้องยอมรับไปตามนั้น หากยังพอใช้ได้ก็ใช้กันต่อไป หากเกิดรับแนะนำซื้อใหม่หรือเปลี่ยนประเภทของพื้นบ้านไปเลยก็ดี ถือโอกาสเปลี่ยนบรรยากาศในบ้านไปในตัว
พื้นกระเบื้อง , หินอ่อน , หินขัด ไม่ต้องทำอะไรมาก ทำความสะอาดแล้วปล่อยให้แห้ง แค่นั้นพอเลย
ฝ้า หากระดับน้ำสูงมากจนถึงฝ้าเพดานของคุณ ไม่ว่าจะชั้นล่างหรือชั้นบน ซึ่งคราวนี้หลายบ้านระดับเลยไปถึงหลังคาโน้น
หากเป็นฝ้ายิปซั่มบอร์ด , ฝ้ากระดาษอัด ทำได้อย่างเดียวคือเลาะออกแล้วเปลี่ยนใหม่
ฝ้าไม้ เพียงปล่อยให้แห้งแล้วดำเนินการเช่นเดียวกับผนังไม้ข้างต้น ทุกอย่างต้องใช้เวลา อย่าลืมสำรวจด้วยว่ามีน้ำขังอยู่หรือไม่ หากมีต้องระบายออกให้หมด ที่สำคัญหลายบ้านเหนือฝ้าขึ้นไปส่วนใหญ่จะเป็นสายไฟ หลอดไป ตรวจสอบสภาพว่าพร้อมใช้งานหรือไม่
ผนังวอลล์เปเปอร์ และผ้าม่านจมน้ำ หากเป็นผ้าม่าน สามารถถอดซักได้ทันที จะจ้างซักหรือซักเองก็ตามสะดวก แต่หากสภาพเหลือรับก็แนะนำให้เปลี่ยนใหม่จะดีกว่า วอลล์เปเปอร์ ไม่ต่างกับกระดาษทั่วไปเมื่อเจอน้ำก็จบเห่ ทำได้วิธีเดียวคือลอกออก รอให้ปูนแห้ง หากยังสนใจวอลล์เปเปอร์ก็ปูทับใหม่ได้อีกครั้ง
ปลั๊กไฟ สำคัญเท่าชีวิตของคุณ เราะมันสามารถพรากชีวิตคุณออกไปได้ อันนี้ไม่ได้พูดเล่น แม้ในช่วงน้ำท่วมคุณจะปิดระบบไฟ – สับคัตเอาท์ลงแล้วก็ตาม แต่อย่าลืมว่าเวลาน้ำท่วมนะ น้ำหรือความชื้นมันวิ่งไปทั่ว หากจะกลับมาใช้ไฟใหม่ แนะนำทิ้งระยะเวลาหลังน้ำลดอย่างน้อย 1-2 วัน ให้ความชื้นระเหย ออกไปบ้าง จากนั้นลองยกคัตเอาท์ขึ้น หากฟิวส์ขาดแสดงว่าในบ้านยังมีความชื้นอยู่มาก กรณีบ้านใครมีเซฟทีคัทก็สบายหน่อย เมื่อไฟรั่วมันก็ตัดปกติอยู่แล้ว หากยกคัตเอาท์แล้วไฟยังตัด แนะนำตามช่างดีกว่า เพื่อความปลอดภัยของท่านเอง
รั้ว เรื่องนอกบ้านที่เป็นเรื่องในบ้าน ลองนึกภาพ ก่อนที่น้ำจะทะลักเข้าบ้านคุณ ปราการด่านแรกที่ต้องรับแรงปะทะก็คือรั้ว จึงไม่แปลกหากรั้วของคุณจะได้รับความเสียหายไม่น้อยไปกว่าส่วนอื่นของในบ้าน ปัญหาที่พบมากคือ ดินที่ฐานรั้วอ่อนตัว และความสามารถในการรับน้ำหนักก็น้อยลงตามา รั้วอาจเริ่มีอาการเอียง ส่วนจะชัดหรือไม่ชัดนั้นอาจต้องใช้เวลา วิธีสังเกตและตรวจสอบที่ง่ายที่สุดคือใช้มาตรวัดระดับน้ำมาตั้งดู หากเอียงเล็กน้อยก็หาอะไรมาค้ำไว้ก่อน หากเอียงมากและดูท่าทีแล้วจะเป็นอันตรายกับคนในบ้านหากเขข้าใกล้ แนะนำทำรั้วใหม่ทันที ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์รั้วล้มทับ
มาถึงลำดับสุดท้ายและท้ายที่สุด หากบ้านของคุณไม่ได้เสียหายอะไรมาก หรือมีส่วนที่ยังสามารถอาศัยอยู่ได้แม้เพียงชั่วคราว ต้องเร่งทำความสะอาดโดยเร็ว เพราะเชื้อโรคและสิ่งสกปรกที่มากับน้ำนั้นอันตรายกว่าที่คิด เปิดหน้าต่างและประตูเพื่อระบายอากาศ เก็บกวาดกิ่งไม้หรือสิ่งปฏิกูลในบ้านกำจัดตะกอนที่มาจากน้ำ เนื่องจากเชื้อโรคส่วนมากมักจะมาจากตะกอน
แค่นี้เราก็จะได้บ้านแสนอบอุ่นของเรากลับมาอีกครั้ง เราไม่อาจฝืนธรรมชาติ แต่ต้องรับมือกับมันอย่างทันท่วงที
ที่มาของข้อมูล: ThaiContractor