คปภ.คาดเริ่มขายประกันภัยน้ำท่วมวันที่ 14 ก.พ. ระบุเบี้ยปัจจุบันในตลาดโลกสูงมากราคาอยู่ที่ 8-10% ของทุนประกัน นิคมฯลั่นพร้อมดูแลกันเอง
นายประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการประประกันภัยพิบัติว่า ขณะนี้ยังยึดวงเงินเริ่มต้นที่ 5 หมื่นล้านบาทเหมือนเดิม แต่ความคุ้มครองให้เพิ่มเป็น 1 ล้านล้านบาท ภายหลังจากผ่านมติคณะรัฐมนตรีแล้ว กระบวนการต่อไปคือ จะมีบันทึกความเข้าใจเบื้องต้น หรือ MOU กับสมาคมประกันวินาศภัย และ คปภ.ในการจัดตั้งกองทุนฯ เพื่อให้ขายกรมธรรม์ได้ทันภายในวันที่ 14 ก.พ. นี้
"เราต้องการให้เป็นของขวัญและเปิดขายได้ในวันที่ 14 ก.พ. นี้ เพื่อให้คุ้มครอง 3 ภัย ประกอบด้วยภัยที่เกิดจากพายุ แผ่นดินไหว น้ำท่วม ซึ่งเมื่อรู้เบี้ยและสรุปราคาเบี้ยได้เราก็จะเปิดให้ขายได้เลย"
ขณะนี้ สมาคมฯ และ คปภ.กำลังรวบรวมข้อมูลจากตลาดต่างประเทศ ว่าแต่ละประเทศคิดค่าเบี้ยอยู่ที่เท่าไร มี sub limit หรือการจำกัดความเสียหายบางส่วน เอาไว้ในอัตราเท่าไร โดยได้ดูรูแบบจากประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซียและประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อได้ตัวเลขข้อมูลแล้วจากประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ก็ต้องนำตัวเลขเสนอต่อคณะกรรมการกองทุน ซึ่งขณะนี้กำลังสรรหาคณะกรรมการกองทุน
"ราคาเบี้ยในตลาดโลกขณะนี้เรารู้ๆ กันอยู่ว่าสูงมาก เท่าที่สำรวจตลาดและคุยกับรีอินชัวเรอร์ หรือบริษัทรับประกันภัยต่อต่างประเทศ เขาคิดอัตราเบี้ยประกันอยู่ที่ 8-10% ของทุนประกัน ประเด็นตอนนี้คือทำอย่างไรให้ได้ส่วนลด โดยเราต้องมีมาตรการบริหารจัดการน้ำที่ชัดเจนเพื่อให้ได้ส่วนลด 3-5% ซึ่งตอนนี้เราคิดว่าหากได้ส่วนลดจาก 8% เอาไว้ก่อน แต่หลักที่จะได้ส่วนลดมาจาก การปรับโครงสร้างพื้นฐาน และหากสอบถามรีฯหลายๆ ราย ก็อาจได้รับส่วนลดมากกว่านี้ก็ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องทำอย่างจริงจังเพื่อให้เบี้ยลง ณ ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ว่าสุดท้ายแล้วเบี้ยจะอยู่ที่เท่าไร"
นายประเวชกล่าวว่า เบี้ยที่จะออกมานั้น ยืนยันว่าจะสูงกว่าราคาเบี้ยก่อนน้ำท่วมแน่นอน เพราะในอดีตน้ำไม่เคยท่วมและสร้างความเสียหายใหญ่ขนาดนี้ หากเบี้ยสูงเท่าราคาปัจจุบันก็คงไม่ไหวเช่นกัน
เขา กล่าวว่า หากเบี้ยประกันสูง ก็คงเป็นภาคสมัครใจในการให้คนเข้ามาทำประกัน แต่หากเบี้ยถูกก็อาจเป็นภาคบังคับให้คนเข้ามาทำประกันก็ได้ เพราะหากครัวเรือนซื้อความคุ้มครอง ก็จะทำให้กระจายความเสี่ยง เบี้ยจะต่ำลงได้ แต่คาดว่าเบี้ยคงจะต่ำลงได้เพราะระหว่างการจัดตั้งกองทุนฯ สิ่งที่ทำควบคู่กันไปก็คือ การบริหารจัดการน้ำ
ส่วนกรณีที่ภาคเอกชนระบุว่า การที่ให้เอกชนรับความเสี่ยงไป 1% ของความเสียหายนั้น ถือว่าสูงไปนั้น ในมุมมองของคปภ.มองว่า ณ ปัจจุบันบริษัทประกันวินาศภัยมี 67 บริษัท หากบริษัทไหนรับความเสี่ยงที่ 1% ไม่ได้ก็ไม่บังคับ ซึ่งไม่เปิดขายกรมธรรม์ประเภทนี้ก็ได้ แต่กลับกันก็จะเสียโอกาสจากการดำเนินธุรกิจ หากเบี้ยออกมาต่ำก็เปิดขายพร้อมกับกรมธรรม์ภัยทรัพย์สินได้ และหากไม่ขายก็จะเสียโอกาสเช่นกัน หากเบี้ยออกมาสูงก็จะต้องเป็นภาคสมัครใจ ซึ่งเบี้ยที่คิดกับลูกค้านั้นจะคิดตามความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่
ส่วนเงินจัดตั้งกองทุนที่ 5 หมื่นล้านบาทนั้น ในหลักการทุกกรมธรรม์ที่บริษัทประกันขาย จะรับความเสี่ยงไว้แค่ 1% ที่เหลือ 99% จะส่งให้กองทุนฯ ซึ่งกองทุนฯอาจจะแต่งตั้งบริษัทประกันรายใดรายหนึ่งใน 67 บริษัทขึ้นมา 1 บริษัทเพื่อบริหารพอร์ต แต่ขณะนี้ยังไม่ได้คัดเลือกบริษัทใด
คาดเอกชนรับความเสี่ยง 1% ไหว
ด้าน นายอานนท์ โอภาสพิมลธรรม ผู้อำนวยการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาคเอกชนคิดว่าน่าจะยอมรับความเสียหาย 1% ได้ เพราะความเสียหายปีที่ผ่านมา อยู่ที่ประมาณ 3 แสนล้านบาท ซึ่ง 1% ก็อยู่ที่ประมาณ 3 พันล้านบาท ซึ่งทุนประกันภัยทั้งหมดในประเทศในอดีตอยู่ที่ 11 ล้านล้านบาท แต่หลังเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ ทุนดังกล่าวได้หายไปหมดแล้ว แต่กรณีที่จัดตั้งกองทุนฯขึ้นมา 5 หมื่นล้านบาท ก็ถือว่าเป็นแนวทางที่ดี แม้ว่าความเสียหายปีที่ผ่านมาประมาณกว่า 3 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ที่นิคมอุตสาหกรรม แต่เมื่อรัฐบาลมีมาตรการป้องกันน้ำท่วมให้นิคมที่ชัดเจน ความเสียหายปีนี้ 2.5 แสนล้านบาท ก็ตัดไปได้เลย เพราะฉะนั้นความเสียหายปีนี้คงไม่เท่ากับปีที่ผ่านมา
นิคมฯลั่นดูแลเขื่อนป้องกันน้ำเอง
นางอัญชลี ชวนิชย์ นายกสมาคมนิคมอุตสาหกรรมไทยและพันธมิตร เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมเห็นด้วยกับข้อเสนอของรัฐบาลจะสนับสนุนงบประมาณเพื่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วม 2 ใน 3 ของวงเงินที่ใช้ลงทุนก่อสร้าง อย่างไรก็ตามหากผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมโอนที่ดินให้หน่วยงานรัฐแล้ว นิคมอุตสาหกรรมจะเป็นผู้ดูแลบำรุงรักษาเขื่อนป้องกันน้ำท่วมเอง โดยภาครัฐอาจทำหนังสือสัญญาให้ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมแต่ละแห่งเป็นผู้ดูแลบำรุงรักษาเขื่อน หลังจากสร้างเขื่อนเสร็จแล้ว
ขณะที่นิคมอุตสาหกรรมเองจะไม่เก็บค่าสาธารณูปโภคจากโรงงานภายในนิคมฯเพิ่ม เพราะนิคมอุตสาหกรรมได้รับเงื่อนไขการกู้ที่ดี และต้องกู้เงินเพียง 1 ใน 3 ของเงินลงทุน ส่วนอีก 2 ส่วนภาครัฐจะสนับสนุน นอกจากนั้นนิคมอุตสาหกรรม ยังมีช่วงเวลาปลอดชำระเงินต้นถึง 5 ปี และขยายระยะเวลาชำระหนี้จาก 7 ปี เป็น 15 ปี จึงเพียงพอที่จะให้บริการแก่โรงงานภายในนิคมอุตสาหกรรมได้
"หากรัฐบาลไม่ปรับเงื่อนไขการกู้เงินมาสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมของธนาคารออมสิน จะทำให้ภาระตกอยู่ที่ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมอย่างมาก เพราะการสร้างเขื่อนมีต้นทุนค่อนข้างสูง และเป็นส่วนที่ไม่สามารถสร้างรายได้ให้แก่นิคมอุตสาหกรรมได้ ซึ่งหากรัฐบาลไม่เข้ามาช่วย จะทำให้นิคมอุตสาหกรรมอาจต้องเก็บค่าสาธารณูปโภคจากโรงงานเพิ่มขึ้น ก็จะเป็นภาระแก่โรงงานที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และหากรัฐบาลไม่เสนอแนวทางการโอนที่ดินบริเวณสร้างเขื่อนให้แก่ภาครัฐ ก็คงไม่มีแนวทางใดที่จะให้รัฐบาลเข้ามาสนับสนุนงบประมาณช่วยเหลือได้ โดยเห็นว่าเป็นทางออกที่ดีในการแก้ปัญหาและช่วยเหลือนิคมอุตสาหกรรม เพราะการสร้างเขื่อนครั้งนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้โรงงานและลดภาระให้ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรม"
ที่มาของข่าว: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์