'กรณ์' จัดหนักพ.ร.ก.โอนหนี้ส่อขัดรัฐธรรมนูญ

2 กุมภาพันธ์ 2555
เปิดอ่าน (17)

"กรณ์" โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คย้ำ พ.ร.ก.โอนหนี้ส่อขัดรัฐธรรมนูญ เหตุผลฟังไม่ขึ้น-ไม่จำเป็นเร่งด่วน-ทำลายความมั่นคงเศรษฐกิจ หนีระบบการตรวจสอบ

นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค Korn Chatikavanij โดยระบุว่า
สำหรับทุกๆคนที่สนใจในรายละเอียด ผมขอนำสรุปเหตุผลว่า...ทำไมพ.ร.ก.โอนหนี้ถึงขัดหลักการตรากฎหมายโดยรัฐธรรมนูญครับเป็นสรุปที่ยาวเพียงเพราะเหตุมันเยอะครับ

สรุป "พรก.โอนหนี้ ฯ" ส่อขัดรัฐธรรมนูญ 1. ข้อเท็จจริงของ พรก.โอนหนี้ฯ 1.1 เหตุผลในการออกพรก.โอนหนี้ฯ ตามหมายเหตุแนบพรก.บอกว่า

- อยากโอนหนี้ เพราะ จะได้ลดภาระงบประมาณเพื่อชำระดอกเบี้ยเงินกู้ที่กู้มาเพื่อช่วยเหลือการดำเนินการของกองทุน

- อยากโอนหนี้ เพราะ จะปรับปรุงการจัดหาแหล่งเงินในการนำไปชำระต้น และดอกของหนี้กองทุนฟื้น...ฟูฯ

- อยากโอนหนี้ เพราะ หากปรับปรุงจะทำให้มีเงินไปสมทบฟื้นฟูน้ำท่วม เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วน ไม่ทำจะทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจ 1.2 ลำดับความเป็นมาของการออกพรก.โอนหนี้ฯ

- ดร.โกร่ง พูดแนวทางเดียวกับ รองนายกฯ กิตติรัตน์ อยากลดหนี้ ต่อ GDP โดยโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ให้ธปท.ให้ลงไปอีก 10% จากปัจจุบัน 40% เพื่อจะได้กู้เพิ่มได้อีกซึ่งด่วนมาก

- โดนค้านมากมายจากหลายฝ่าย รวมทั้งจากแบงก์ชาติ สุดท้าย ครม.ก่อนออกพรก.ตัดส่วนที่ให้ ธปท.รับผิดชอบออกเป็นให้ กองทุนฟื้นฟูฯ รับผิดชอบจ่ายต้น-ดอกแทน

- เพิ่มส่วนที่เป็นแหล่งรายได้ใหม่ ให้กองทุนฯ มีรายได้เพิ่มจาก สมาคมคุ้มครองเงินฝาก 1.3 กรอบความยั่งยืนทางการคลัง คือหลักที่กำหนดสำหรับเกณฑ์จำกัดในการกู้ยืมของประเทศ

- กรอบฯ หลักที่ 1 อัตราหนี้สาธารณะต่อGDP เหมาะสมที่ 60% ณ ธันวาคม อยู่ประมาณ 40% เท่านั้นเอง

- กรอบฯ หลักที่ 2 ภาระหนี้ต่องบประมาณ คือ ภาระจ่ายต้นดอกต่องบรายจ่ายรวมปีนั้นๆ เหมาะสมที่ 15% ณ ธันวาคม เลขเอกสารงงบปี 55 อยู่ที่ 9.33% เท่านั้นเอง 1.4 ความเห็นของอดีต รมว.คลังใน ครม.ชุดที่ออกพรก.แฉเองว่า "ใช้เลขผิด"

- เลขที่ใช้ผิดคือ ภาระหนี้ต่องบประมาณ อดีตรมว.คลัง บอกว่าในครม.บอกใช้เลข 12% แต่ความจริงคือ 9.33% และรองนายกฯได้ให้เหตุผลว่า 12% ใกล้ 15% เต็มที จึงจำเป็นต้องโอนหนี้ฯออกไป ให้ภาระจ่ายดอกเบี้ยนี้ลดลง จะได้กู้เพิ่มได้ และให้ข้อมูลว่า ในสัดส่วน 12% ที่ตัวเองพูด คือหลักจากตัดภาระดอกเบี้ยของหนี้กองทุนฟื้นฟูออกแล้ว ซึ่งหากคำนวณ ถ้าตัดภาระดอกเบี้ยนั้นออกแล้ว 9.33 ต้องถูกลบต่อไปอีก เหลือที่แค่ 6.46% สรุป รองนายกฯให้เหตุผลถึง สมการกลับด้าน ควรลบ แต่เอาไปบวก 1.5 สภาวะเศรษฐกิจตอนนี้อยู่ในเกณฑ์ดี จึงไม่ได้แร้นแค้นที่จะต้องรีบร้อนโอนหนี้ฯ แต่อย่างใด

- เอกสารงบของรัฐบาลบอกเองว่า ขยายตัวได้ 4.5-4.5%

- Moody's ปรับความน่าเชื่อถือไทย จาก เชิงลบ เป็น เสถียรภาพ 2. ข้อกฏหมายที่ใช้ในการยื่นส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ

2.1 หลักแบ่งแยกอำนาจตามการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เน้นประเด็นว่า ฝ่ายนิติบัญญัติควรได้ใช้อำนาจในการตรากฏหมายเป็น พรบ.ที่ผ่านการกลั่นครอง ตรวจสอบอย่างรอบคอบผ่านสภาฯ แต่ ฝ่ายบริหาร กลับใช้อำนาจโดยอ้างว่า ด่วน และอาจส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แล้วชิงไปออกเป็น พรก.เองทำให้ส่อผิดหลักข้อนี้

2.2 เงื่อนไขในการตราพระราชกำหนดตามรัฐธรรมนูญ ข้อแรกคือ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ (ยื่นคัดค้านเพราะชี้ให้เห็นได้ว่า นอกจากจะไม่ได้รักษาสิ่งนี้ แต่กลับทำให้ความมั่นคงทางเศรษฐกิจแย่ลง) ข้อสองคือ กระทำได้เฉพาะกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วน อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ (ยื่นคัดค้านเพราะชี้ให้เห็นได้ว่า ไม่ได้เร่งด่วน และมีช่องทางอื่นอีกมากมายให้รัฐบาลออกเป็น พรบ.)

2.3 กรอบวินัยการเงิน การคลัง และงบประมาณ ตามรัฐธรรมนูญ

- โดยปกติระบบงบประมาณ จะต้องผ่านกระบวนการของสภาฯ ในการออกพรบ.งบประมาณ ที่ต้องเคร่งครัดตามหลักวินัยการเงินการคลัง แต่ การชิงออกเป็น พรก.โดยของงบไปใช้ ด้วยการอ้างว่าเร่งด่วน และจะส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจซึ่งหากไม่จริงแล้ว จะขัดสามหลักนี้ชัดเจน

3. พรก.โอนหนี้ฯ ขัดรัฐธรรมนูญอย่างไร

3.1 ไม่ได้ทำในกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วน อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ (แปลว่าจริงๆ แล้วไม่ด่วนเลย และมีวิธีอื่นทำได้อีกมากมาย) 3.1.1 หนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ระดับประมาณ 40% เท่านั้น หากเทียบกับเกณฑ์เหมาะสมคือ 60% - ไม่จำเป็นเร่งด่วน เพราะถึงไม่โอนหนี้ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคใดๆ ต่อการจะกู้เพิ่ม หรือถึงโอนหนี้ฯ ไปหนี้สาธารณะก็จะถูกนับเป็น 40% เท่าเดิมอยู่ดี ไม่ได้เป็น 30% ได้แต่อย่างใด

3.1.2 ภาระหนี้ต่องบประมาณ อยู่ที่ 9.33% (ตามเลขที่ถูกต้อง) หรือ 12% (ตามเลขผิดที่อ้าง) เท่านั้น หากเทียบเกณฑ์เหมาะสมคือ 15% - ไม่จำเป็นเร่งด่วน เพราะ "รัฐบาลใช้ตัวเลขภาระหนี้ต่องบประมาณผิดในการพิจารณากฎหมายที่มีผลต่อประเทศมูลค่า 1.14 ล้านล้านบาท"

- ไม่จำเป็นเร่งด่วน เพราะ "ถึงแม้รัฐบาลโอนหนี้ เพราะดอกเบี้ยของหนี้กองทุนฟื้นฟูฯปัจจุบันอยู่ที่ 6-7หมื่นล้านบาทต่อปี คิดเป็นแค่ 2.5% ของงบรายจ่ายเท่านั้น

- ไม่จำเป็นเร่งด่วน เพราะ "ถึงแม้รัฐบาลโอนหนี้ แล้วกู้เพิ่มอีก 350,000 ล้านลาท จะมีดอกเบี้ยเพิ่มที่อัตราเฉลี่ย 4.5% คือ 15,750 ล้านลาทคิดเป็น 0.66% เท่านั้น ซึ่งหากเอา 0.66% รวมกับ ภาระหนี้ต่อสาธารณะ ทั้งอันที่ถูก และอันที่ผิดจะอยู่ที่แค่ 9.99% และ 12.66% เท่านั้น ไม่เกิน 15% เลยจากทั้งสองตัวเลข

3.1.3 การตีมูลค่าหนี้สาธารณะของประเทศไทย ไม่ว่าโอนไปอยู่ที่ใด หรือให้ใครรับผิดชอบ ก็ยังเป็นหนี้สาธารณะของประเทศอยู่ดี - ไม่จำเป็นเร่งด่วน เพราะ ไม่มีผลต่อการประเมินในการคำนวณจากตัวเลขยอดหนี้สาธารณะ ไม่ว่าจะโดยหน่วยงานทางเศรษฐกิจของไทย หรือต่างชาติ

3.2 ไม่ได้ทำไปเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจจริง ตามที่อ้าง ซ้ำร้าย ยัง ทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากขึ้นไปอีก

3.2.1 ทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะ ไม่ชัดเจนในส่วนของผู้รับผิดชอบจ่ายหนี้เงินต้น และดอกเบี้ยของกองทุนฟื้นฟูฯหลังโอนหนี้ไปแล้ว บอกให้กองทุนฯรับผิดชอบ แต่หากกองทุนมีรายได้ไม่พอไม่ได้บอกว่า ให้กองทุนฯ ต้องทำยังไง ใครช่วยรับผิดชอบกองทุนฯ แล้วหลักในการบริหารหนี้สาธารณะส่วนนี้จะถูกตีความสับสน จนไม่สร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

3.2.2 ทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะ รัฐบาลอ้างเท็จว่า การโอนหนี้ฯ จะช่วยให้รัฐบาลประหยัดงบการจ่ายดอกเบี้ย ทั้งที่งบปี 2555 ผ่านสภาแล้วไม่สามารถแก้ไขไปใช้ส่วนอื่นได้เลย และ งบในการนำไปจ่ายดอกเบี้ยนั้นมีมูลค่าเพียง 6-7 หมื่นล้าน ซึ่งน้อยมากหากเทียบกับงบรายจ่ายทั้งหมดของประเทศที่ 2.38 ล้านล้านบาท โดยคิดเป็นแค่ 2.5% เท่านั้น ซึ่งหากจำนวนภาระไม่ได้มากขนาดนั้นเหตุใดจึงต้องดันทุรัง ออกเป็นพรก.ขัดหลักการต่างๆ ให้เสียความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพียงแค่เพราะภาระดอกเบี้ยที่ไม่ได้ส่งผลเดือดร้อนมากเกินความสามารถแต่อย่างใด

3.2.3 ทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะ จะส่งผลกระทบต่อการเรียกเก็บเงินจากสถาบันการเงินในการนำส่งเข้าสถาบันคุ้มครองเงินฝาก

- สถาบันการเงินสับสนในอัตราส่วนที่เก็บจากเงินฝากที่ต้องเปลี่ยนแปลงไป โดยที่ยังไม่รู้ชัดเจนว่า จะต้องถูกเก็บเงินเพิ่มอีกเท่าไหร่ กำไรต่อปี และความสามารถในการแข่งขันจะหายไปแค่ไหน - สถาบันคุ้มครองเงินฝาก อาจถูกล้วงเงินที่มีอยู่ หรือถูกปรับลดจำนวนอัตราที่นำส่งเข้ามาในการคุ้มครองเงินฝากของประชาชนที่มีเงินต่ำกว่า 1 ล้านบาทกว่า 60ล้านบัญชีทั่วประเทศ

3.2.4 ทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะ ขณะนี้การออกพระราชกำหนดไม่ได้อยู่ในช่วงภาวะวิกฤติที่แท้จริง แต่กลับใช้เพียงเหตุผลอ้างว่าเร่งด่วน

3.2.5 ทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะ พรก.นี้ที่จะส่งผลโดยตรงต่อการใช้อิสระทางอำนาจของธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของต่างชาติในการลงทุนในประเทศที่คาดหวังความเป็นอิสระของหน่วยงานอิสระอย่าง ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งหากธปท.เริ่มถูกฝ่ายบริหารล้วงคอในการบริหารแล้วความดำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพทางการเงิน และระบบสถาบันการเงิน และระบบการชำระเงินของประเทศ จะมีภาพถูกแทรกแซงจนเป็นเหตุต่อมาให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจเหมือนเช่น กรีซ หรืออาร์เจนตินาในอดีต

3.2.6 ไม่ได้เป็นผลดีต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ มากขึ้นแต่อย่างใด เพราะ หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ เป็นหนี้ที่มีการแบ่งความรับผิดชอบชำระเงินต้น และดอกเบี้ยได้อย่างลงตัวมาตั้งแต่ปี 2541 ซึ่งรัฐบาลใน 14 ปีที่ผ่านมา สามารถบริหารประเทศได้อย่างเป็นปกติ ถึงแม้ในบางปีก็ต้องเผชิญวิกฤติต่างๆ รัฐบาลที่ผ่านมาก็ยังสามารถบริหารจัดการหนี้ที่มีสัดส่วนต่องบประมาณไม่ได้เยอะถึงขั้นเป็นภาระหนักได้มาโดยตลอด


ที่มาของข่าว: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

Advertisement

ข่าวการเงินล่าสุด

Advertisement

5 อันดับข่าว "ยอดนิยม" ใน 1 เดือน

Advertisement

ข่าวอสังหาริมทรัพย์

advertisement



advertisement



advertisement


คำค้นหายอดฮิต ยอดนิยม


advertisement


ThaihomeOnline@FacebookThaihomeOnline@Twitter RSS Feed

ค้นหาด่วน:

 


ค้นหาเว็บไซต์:

 

 

ศูนย์ข้อมูล:



พันธมิตรเว็บไซต์:
แสดงทั้งหมด

ศูนย์กลางซื้อขาย รถมือสอง อะไหล่ เครื่องเสียงรถยนต์ Smilehomes.com - เว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลของคนรักบ้าน ประตูรีโมท มอเตอร์ประตู Sliding Gate มอเตอร์ประตูเลื่อน ประตูอัตโนมัติ VDO Door Phone สัญญาณกันขโมยศูนย์รวมห้องพัก เว็บไซต์ห้องพักทุกชนิด