วิกฤติน้ำท่วมที่ผ่านมา นับเป็นบทพิสูจน์ความสามารถ ผู้บริหารและความแข็งแกร่งขององค์กรอย่าง “อนุพงษ์ อัศวโภคิน”
วิกฤติน้ำท่วมที่ผ่านมา นับเป็นบทพิสูจน์ความสามารถ ผู้บริหารและความแข็งแกร่งขององค์กรอย่าง “อนุพงษ์ อัศวโภคิน” ซีอีโอหลัก บมจ.เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ หรือเอพี ซึ่งเผยกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า เขาพร้อมเผชิญวิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้มาตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว
“ตั้งแต่ปี 2553 เราตั้งงบสำรองไว้ 1% ของยอดขายแต่ละปี หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน เราจะสามารถนำเงินก้อนนี้ออกมาใช้จ่ายได้โดยไม่กระทบกำไร-ขาดทุนของบริษัท ปีนี้ก็เหมือนกันเมื่อเกิดเหตุน้ำท่วม เรามีค่าใช้จ่ายจากน้ำท่วมเสียหายเป็นเงินกว่า 100 ล้านบาท แต่ไม่กระทบกำไรขาดทุนของบริษัท เพราะมีงบสำรองไว้ล่วงหน้า และไตรมาส 4 เอพีจึงยังมีกำไร ขณะที่อีกหลายบริษัทขาดทุนไปแล้ว”
อนุพงษ์ มองว่า การเงิน คือเรื่องของทั้งอดีตและอนาคต เป็นเรื่องความเชื่อมั่นที่ต้องใส่ใจให้มาก นโยบายการเงินที่ออกมาสำหรับเอพี จึงเป็นนโยบายที่ต้องพร้อมรองรับทุกวิกฤติได้จริง ตัวเลขทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านต้องชัด ต่อให้เกิดแผ่นดินไหวหรือสึนามิ ก็ต้องมีโครงสร้างที่พร้อมรับมือ
เน้นสร้างคน "มีประสิทธิภาพ"
ไม่เพียงเรื่องการเงินเท่านั้น เรื่องของบุคคลก็สำคัญมาก อนุพงษ์ ต้องการให้เอพี เป็นบริษัทที่มีประสิทธิภาพมาจากข้างในตัวบุคคล เพราะการสร้างแบรนด์ต้องมาจากทั้งองค์กร “ในวันที่เริ่มต้น คนต้องมาก่อน” ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเปลี่ยนแปลงบุคคลภายในองค์กรมากน้อยเพียงใด หากบุคคลในองค์กรดี องค์กรก็จะเข้มแข็ง มั่นคง พร้อมก้าวเดินต่อไปได้
“เมื่อปีที่แล้ว เรารับพนักงานใหม่เพิ่มอีกกว่า 200 คน ทำให้บริษัทมีพนักงานรวมเป็น 1,000 คน ในจำนวนนี้เรามีสัดส่วนพนักงานเก่าและพนักงานใหม่ครึ่งต่อครึ่ง สิ่งที่ผมต้องการทำให้เกิดขึ้นก็คือ ทำฟันเฟืองชุดหน้า ให้ขบกับฟันเฟืองชุดหลัง สร้างคนเก่าให้เป็นรากฐานที่ดี และสร้างคนใหม่ให้กระตุ้นการทำงานขององค์กรให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น”
กลยุทธ์ที่ใช้คือ การกระจายอำนาจ เปลี่ยนการบริหารองค์กรแบบ Single Business Unit ไปสู่การบริหารแบบที่ทุกคนมีความสามารถในการทำงาน บริหารจัดการ และรับรู้งานอย่างแท้จริง หลายองค์กรเมื่อประสบปัญหากรรมการบริหารลาออก หรือถูกดึงตัวไปอยู่บริษัทใหม่ องค์กรเดิมก็เดินต่อไม่ได้ โซซัดโซเซล้มไปในที่สุด แต่เอพีจะต้องไม่เป็นเช่นนั้น
“ผมอยากให้ตัวเองเป็นนายใหญ่ที่ไม่ใช่นายใหญ่ ถ้าเปรียบให้บริษัทเป็นเรือรบ ผมก็เป็นคนสร้างเรือ เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็เป็นหน้าที่ของกัปตันเรือแต่ละฝ่าย ทั้งฝ่ายขาย ฝ่ายก่อสร้าง ฝ่ายการตลาด ตอนนี้ผมแบ่งหน้าที่เหล่านี้ให้กับบรรดากัปตันเรือแต่ละฝ่ายของผมแล้ว คนทำแต่ละฝ่ายจะต้องเก่งจริง ฝ่ายขายต้องรู้ว่าขายบ้านหลังน้ำท่วม ต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง ต้องรู้ว่าผู้บริโภคอยากรู้อะไร ส่วนผมก็หันมาใส่ใจด้านความเข้มแข็งภายในองค์กร”
เทรนด์อสังหาฯ อายุสั้นคนในต้องแกร่ง
อนุพงษ์ บอกว่า วิกฤติครั้งที่ผ่านมาเป็นสัญญาณที่บอกชัดเจนว่า คนข้างในต้องเข้มแข็ง สังเกตว่าวัฏจักรของธุรกิจมีการ “พลิกหัว พลิกหาง” เบอร์ 1 ไม่ใช่ เบอร์ 1 อีกต่อไป คอนโดที่เคยเป็นตัวร้ายของเมื่อ 6 เดือนก่อน จากแนวโน้มการโอเวอร์ซัพพลาย กลับกลายเป็นตัวดีที่ใครๆ ก็อยากซื้อ วงจรการเกิด-โต-พีค-และตาย ของธุรกิจ วนเวียนไปมาเป็นระยะเวลาสั้นๆ เพียงแค่ช่วง 6 เดือน ขณะนี้ธุรกิจมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา คนข้างในจึงต้องแข็งแกร่ง พร้อมปรับตัวตามและลุยไปข้างหน้าได้
ภาพรวมธุรกิจอสังหาฯ ที่เขามองในปีนี้ ไม่ได้เลวร้ายนัก เพราะเศรษฐกิจก็ยังมีแนวโน้มจะเติบโตต่อไปได้ มีเพียงเรื่องเดียวที่กังวลคือปัญหาการเมือง แต่ถ้ามองเฉพาะเรื่องน้ำท่วม เขาเชื่อว่า “ความเลวปีที่แล้ว จะสร้างความดีให้ปีนี้”
ถล่มแคมเปญแรงก่อนสงกรานต์
ตอบโจทย์เรื่องคนในต้องแกร่ง เมื่อถามถึงแผนด้านการตลาด อนุพงษ์ มอบใหม่ให้ นายวิทการ จันทวิมล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์การตลาด ของเอพี ให้ข้อมูลในเชิงวิเคราะห์ตลาดเพิ่มเติมว่า ปีนี้ผู้ประกอบการแข่งกันแถลงแผนกลยุทธ์ทั้งปี รวมถึงทยอยเปิดตัว ทำโครงการใหม่กันตั้งแต่เดือนแรกของปี ทั้งที่ในสภาพปกติเดือนแรกของแต่ละปี ตลาดอสังหาฯ จะเป็นไปอย่างราบเรียบ แทบไม่มีความเคลื่อนไหว แต่ปีนี้ไม่ใช่ เพราะตลาดมีแนวโน้มแรงขึ้นเรื่อยๆ เชื่อว่าก่อนสงกรานต์ปีนี้ ผู้ประกอบการจะแข่งกันอัดแคมเปญกระตุ้นผู้บริโภคกันเต็มที่ โดยไม่ต้องรอไตรมาส 3-4 เช่นทุกปี
ส่วนของเอพีเอง ไตรมาส 1 ปีนี้ จะเปิดโครงการคอนโดมิเนียม Aspire ที่ย่านพระราม 9 และสุขุมวิท 48 พร้อมอัดแคมเปญ “Ready to move in” 20 โครงการ เป็นแคมเปญบ้านพร้อมอยู่ในโครงการที่ไม่ถูกน้ำท่วม เพื่อดึงดูดผู้บริโภค
บุกนิวมีเดียเกาะติดผู้บริโภค
อีกความเร็วที่ผู้บริหารเอพีนำมาใช้ คือการเกาะติดสื่อสมัยใหม่ ซึ่งเขามองว่า การเสพสื่อของคนในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงไปมาก กระแสความนิยมต่างๆ เปลี่ยนแปลงได้แทบทุก 6 เดือน นักการตลาดเอง ก็ต้องเปลี่ยนแปลงแนวทางของตัวเองให้เข้ากับผู้บริโภค เช่น ปัจจุบันที่โลกออนไลน์กับโลกออฟไลน์เชื่อมเข้าถึงกัน แม้กระทั่งคนสูงอายุ ที่เมื่อก่อนไม่เปิดรับเทคโนโลยีใหม่เช่นคอมพิวเตอร์ แต่ปัจจุบันก็หันมาใช้มากขึ้น เอพีเองก็พร้อมท้าทายช่องทางดังกล่าว เพื่อสร้างความใกล้ชิดและการเข้าถึงผู้บริโภค
“สื่อดั้งเดิมอย่างโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์นั้น มีคนเสพลดลง ขณะที่อัตราค่าโฆษณาสูงมาก ขณะที่เมื่อเทียบกับสื่อใหม่ อัตราค่าโฆษณาถูกกว่า เข้ากับไลฟ์สไตล์คนในปัจจุบันมากขึ้น อีกทั้งยังวัดผลง่ายกว่า มีความยืดหยุ่นในการลงทุนหรือเปลี่ยนแปลงมากกว่า เราเองก็ต้องพร้อมปรับตัว เปลี่ยนให้ทันผู้บริโภค”
ที่มาของข่าว: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์